วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

e-Mail



e-Mail


รูปภาพ  จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

           E-Mail ย่อมาจาก  EIectronic-Mail คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet )การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า E-mail Address เป็นหลักในการรับส่ง แต่ถ้าในกรณีที่เป็นการส่งอีเมล หรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ เราเรียกว่า Spam  และเรียก อีเมลนั้นว่าเป็น spam mail


          อีเมล์คือวิธีการติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือ แทนการส่งจดหมายแบบกระดาษ โดยใช้การส่งข้อมูลในรูปของสัญญาณข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากเครื่องหนึ่งไปยังผู้รับอีกเครื่องหนึ่ง อีเมล์แอดเดรส ( E- mail Address) คือ ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต หรือที่อยู่ของตู้จดหมายของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้สำหรับบอกตำแหน่งของผู้รับว่าอยู่ที่ไหน เช่น somchai@hotmail.com


         ส่วนประกอบของอีเมล์แอดเดรส ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ดังตัวอย่างนี้


-ชื่อบัญชีสมาชิกของผู้ใช้เรียกว่า user name อาจใช้ชื่อจริง ชื่อเล่น หรือชื่อองค์กร ก็ได้
-ส่วนนี้ คือ เครื่องหมาย @ ( at sign) อ่านว่า แอท
-ส่วนที่สาม คือ โดเมนเนม (Domain Name) เป็นที่อยู่ของอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ เพื่ออ้างถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์
-ส่วนสุดท้ายเป็นรหัสบอกประเภทขององค์กรและประเทศ ในที่นี้คือ .co.th โดยที่ .co หมายถึง commercial เป็นบริการเกี่ยวกับการค้า ส่วน .th หมายถึง Thailand อยู่ในประเทศไทย


      รหัสบอกประเภทขององค์กร คือ


.com = commercial บริการด้านการค้า

.edu = education สถานศึกษา


.org = orgnization องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร           

.gov = government หน่วยงานรัฐบาล

.net = network หน่วยงานบริการเครือข่าย

ตัวอย่าง e-mail address

stg@mail.ians.navy.mi.th somchai@access.inet.co.th somchai@ku.ac.th



    ประโยชน์ของ E-Mail


1.รวดเร็ว เชื่อถือได้  
2.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง และลดการใช้กระดาษ
3.ลดเวลาในการส่งเอกสารลง เพราะผู้ส่งไม่ต้องเสียเวลาไปส่งเอง หรือรอไปรษณีย์ไปส่งให้ 
4.ผู้ส่งสามารถส่งเอกสารได้ตลอดไม่จำกัดเวลา หรือระยะทางในการส่ง ในขณะที่ผู้อ่านก็สามารถเปิดอ่านเอกสารได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน 
5.สามารถส่งต่อกันได้สะดวก และผู้ส่งสามารถส่งให้ผู้รับได้พร้อมๆกันหลายคนในเวลาเดียวกัน





ที่มา http://guru.sanook.com
        http://mtbkzone.exteen.com
        http://www.ismed.or.th

สืบค้น ณ วันที่ 16/02/56

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การพัฒนาครู





                 ครูใหม่ : เริ่มต้นสู่ความสำเร็จ 







                ติดตามครูใหม่ระดับประถมศึกษา 2 ท่านได้แก่ ซานดรา อับดุลไล-ซานิ และเดวิด ฟรีบอร์น ไปเพิ่มพูนทักษะการสอนในทุกแง่มุม ตั้งแต่การจัดการด้านพฤติกรรม ไปจนถึงพลศึกษา รวมทั้งเป้าหมายการประเมินผลเฉพาะ รายการนี้เจาะลึกปัญหาที่ครูใหม่ส่วนมากมักประสบ ซาราห์ บับห์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิด และทำอย่างไรให้ปีแห่งการฝึกสอนผ่านไปอย่างเรียบร้อย เดวิด มีประกาศนียบัตรด้านการสอน (PGCE) และมีประสบการณ์การฝึกสอนเป็นเวลา 1 ปี และซานดรา จบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้านการศึกษา (BEd) และมีประสบการณ์การสอน 3 ปี ทั้งคู่ได้รับเลือกให้ทำงานที่โรงเรียนประถมศึกษาทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ด้วยความสำคัญของการประเมินผลภาคการศึกษาที่ 2 ซานดรา และเดวิด เน้นเป้าหมายของตนเอง สำหรับซานดรา นี่หมายถึงการมีช่วงสรุปบทเรียน และสำหรับเดวิด หมายถึงการประเมินตนเองของนักเรียนหลังจบบทเรียนทุกบท ความพยายามต่อเนื่องของซานดรา และเดวิด จะเพียงพอให้พวกเขาผ่านการสอนปีแรกหรือไม่


              เป็นตอนที่ดีมากตอนหนึ่ง ทำให้ทราบถึงวิธีการ กลยุทธ์และเทคนิคต่าง ๆ ในการเตรียมความพร้อมของครูต่อการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง เช่น การตั้งจุดประสงค์หรือเป้าหมาย การคิดหาวิธีที่จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้น การรู้จักวิธีการสังเกตพฤติกรรมและความต้องการของเด็กแต่ละคน เพื่อดูขีดความสามารถของเด็กและการจัดการในห้องเรียน , การเข้าไปสังเกตการณ์การเรียนการสอนของครูท่านอื่น ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง , การหากลยุทธ์ในการเรียนการสอน เพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก เป็นต้น



สืบค้น ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556



วิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษา



   วิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษา 

   ตารางธาตุ : ธาตุฤทธิ์แรง 



             ในจักรวาลนี้มีธาตุกว่า 100 ชนิด โดยในจำนวนนั้น 81 ชนิดเป็นธาตุโลหะ รายการนี้ใช้ตารางธาตุ ศึกษาธาตุบางอย่าง และหาว่าทำไมธาตุบางอย่างจึงมีปฏิกรณ์มากกว่า สุบาทรา สุบรามาเนียน ครูวิทยาศาสตร์ไปที่ตลาดบนถนนพอร์โทเบลโล่ ในกรุงลอนดอน เรียนรู้ว่าทำไมทอง เงิน และทองแดง จึงเหมาะสำหรับทำเครื่องประดับ เธอยังได้ศึกษาโลหะอัลคาไล ที่มีปฏิกรณ์สูง ซึ่งพบอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของตารางธาตุ เธอศึกษาลักษณะ ปฏิกรณ์ และการนำธาตุนั้นไปใช้ สุดท้าย สุบาทรา ศึกษาเรื่องแฮโลเจน ซึ่งเป็นการรวมกันของธาตุที่ไม่ใช่โลหะในกลุ่มที่ 7 ของตารางธาตุ ซึ่งแสดงคุณสมบัติ และแนวโน้มของตัวเอง อีกที่หนึ่ง ศาสตราจารย์ฮอลโลเวย์ แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ แสดงให้เห็นว่าฟลูออรีน ซึ่งไม่ใช่สารโลหะมีปฏิกรณ์ได้อย่างไร เขาแสดงให้เห็นว่าแฮโลเจน แต่ละตัวทำปฏิกริยาอย่างไรกับไฮโดรเจน และอธิบายว่าธาตุนี้ทำประโยชน์ให้ได้มากมายอย่างไร


              วิดีโอนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการสอนได้คือไม่ว่าจะเป็นสื่่อประกอบเป็นตัวอย่างในการสอน หรือเป็นการนำเข้าสู่บทเรียนซึ่งจะเกิดผลดีทั้งต่อผู้เรียนและผู้สอนเพราะถ้าครูสามารถทำให้นักเรียนสนใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียนแล้วนักเรียนจะตั้งใจเรียนในเนื้อหาเรื่องนั้นมากขึ้นอีกด้วย และการสอนที่ใช้หลายๆรูปแบบมาผสมกันในการสอนซึ่งจะมีทั้งอภิบาย อภิปราย ทำกิจกรรมไปด้วยจะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย






สืบค้น ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556

วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษา


วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษา

เรียนรู้เรื่องสมอง : สมองแห่งการเรียนรู้





            วิทยาการร่วมสมัยทางด้านสมอง บอกเราเกี่ยวกับความลี้ลับของสมองได้อย่างไรบ้าง และความรู้ดังกล่าวนี้จะสามารถช่วยให้เราพัฒนาขีดความสามารถในการสอนได้หรือไม่ ศาสตราจารย์ฮิวจ์ โคคัม ศัลยแพทย์ประสาทที่มีชื่อเสียง เล่าให้เราฟังจากประสบการณ์ตรงของเขา เพื่ออธิบายหน้าที่การทำงานของสมอง ดอกเตอร์ พอล-ฮาเวิร์ด โจนส์ ผู้ซึ่งตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างหน้าที่ของสมองกับการสอนแบบสร้างสรรค์ ก็ได้มาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ ในตอนท้าย ดอกเตอร์ แฮร์รี วิตเชล นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยบริสทัล จัดการทดลองเพื่อสาธิตการเรียนรู้ในสภาวะที่ไม่รู้ตัว ผลการวิเคราะห์ของเขาต่อผลลัพธ์ที่ได้นำไปสู่กลไกที่เกิดขึ้นในสมอง เมื่อเราเรียนรู้โดยปราศจากการตระหนักถึงมัน

        การรับชมวิดีโอแห่งการเรียนรู้ วิทยาการร่วมสมัยทางด้านสมอง บอกเราเกี่ยวกับความลี้ลับของสมองทั้งสองซีก ซีกซ้ายการคำนวณ ส่วนซีกขวา ความรับรู้ และการจดจำและความรู้ดังกล่าวนี้จะสามารถช่วยให้เราพัฒนาขีดความสามารถในการสอน ซึ่งตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างหน้าที่ของสมองกับการสอนแบบสร้างสรรค์ ก็ได้มาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ จากการทดลองและการสาธิตการเรียนรู้ในสภาวะที่ไม่รู้ตัว ผลการวิเคราะห์ของเขาต่อผลลัพธ์ที่ได้นำไปสู่กลไกที่เกิดขึ้นในสมอง พัฒนานักเรียนให้รู้จัดคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ






สืบค้น ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

เม็ดเลือดขาว




 

เม็ดเลือดขาว






รูปภาพ เซลล์เม็ดเลือดขาว


            เม็ดเลือดขาว (อังกฤษ: White blood cells - leukocytes) เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งคอยป้องกันร่างกายจากทั้งเชื้อก่อโรคและสารแปลกปลอมต่างๆ เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด ทั้งหมดเจริญมาจาก pluripotent cell ในไขกระดูกที่ชื่อว่า hematopoietic stem cell เซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นเซลล์ที่พบได้ทั่วไปในร่างกาย รวมไปถึงในเลือดและในระบบน้ำเหลือง

            จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดมักใช้เป็นข้อบ่งชี้ของโรคและการดำเนินไปของโรค โดยปกติแล้วในเลือดหนึ่งลิตรจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 4×109 ถึง 11×109 เซลล์ รวมเป็นเซลล์ประมาณ 1% ในเลือดของคนปกติ ในบางสภาวะ เช่น ลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีปริมาณได้มากกว่าปกติ หรือในภาวะ leukopenia จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวก็จะน้อยกว่าปกติ คุณสมบัติทางกายภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาว เช่น ปริมาตร conductivity และ granularity อาจเปลี่ยนแปลงไประหว่างการกระตุ้นเซลล์ การเจริญของเซลล์ หรือการมีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว


           การเกิดเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดขาวมีต้นกำเนิดจาก PSC เช่นเดียวกับเม็ดเลือดแดงและจะแบ่งสายเซลล์ออกเป็น 2 สาย ในการกำเนิดเม็ดเลือดขาว คือ
1. Myeloid stem cell จะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดง,เกร็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล (granulocytic)
2. Lymphoid stem cell จะเจริญแบ่งตัวเป็น lymphocyte และ plasma cel

       สำหรับการแบ่งตัวของ Myeloid stem cell ในส่วนของเม็ดเลือดขาว จะเจริญแบ่งเซลล์ออกเป็นสายได้ 2 สาย คือ
1. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล (Granulocytic series)
2. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีนิวเคลียสเดี่ยว (Monocytic series)

1. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล การสร้างเม็ดเลือดขาวในสายนี้ จะเริ่มตั้งแต่

    1.1 มัยอีโลบลาสท์ (Myeloblast) เป็นเซลล์ที่มีขนาดแตกต่างกันได้มาก มีตั้งแต่ขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงเล็กน้อยจนถึงขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ๒-๓ เท่า มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๑๐-๒๐ μm
- นิวเคลียสมีขนาดใหญ่เกือบเต็มเซลล์ รูปกลม หรือ รูปไข่ มีโฆรมาตินละเอียดมาก สานกันเป็นร่างแห เห็นพาราโฆรมาตินชัดเจน มีนิวคลิโอไล ๒-๕ อัน
- ไซโตพลาสซึม มีปริมาณน้อย ติดสีน้ำเงิน ไม่มีแกรนูล

    1.2 โปรมัยอีโลซัยท์ (Promyelocyte) มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔-๒๐ μm
- นิวเคลียส ยังคงมีขนาดใหญ่โฆรมาตินหยาบขึ้นยังคงเห็นนิวคลิโอไล แต่มีจำนวนน้อยลง
- ไซโตพลาสซึม มีปริมาณมากขึ้น ติดสีฟ้าจางๆ และเริ่มมีแกรนูลเม็ดเล็กๆติดสีม่วงแดง (azurophillic granules)

    1.3 มัยอีโลซัยท์ (Myelocyte) มีขนาดเล็กลง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๑๘ μm เซลล์ระยะนี้เริ่มมีแกรนูลเฉพาะ ทำให้สามารถแยกชนิดได้เป็น นิวโตรฟิลลิก (neutrophilic), อีโอสิโนฟิลลิก (eosinophilic) และ เบโสฟิลลิก (bosophilic)
- นิวเคลียส มีรูปกลม หรือ รูปไข่ โฆรมาตินหยาบและติดสีเข้มข้น ไม่พบนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึม ติดสีฟ้าอมชมพู และมีแกรนูลเฉพาะเช่น นิวโตรฟิลลิก มัยอีโลซัยท์ จะพบแกรนูลขนาดเล็กละเอียด ติดสีชมพูอมม่วงอีโอสิโนฟิลลิก มัยอีโลซัยท์ จะพบแกรนูลขนาดใหญ่เท่าๆ กัน ติดสีส้มแดง เบโสฟิลลิก มัยอีโลซัยท์ จะพบแกรนูลขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่เท่ากัน ติดสีม่วงอมดำ

    1.4 เมตามัยอีโลซัยท์ (Metamyelocyte) เป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กลงอีกเล็กน้อย เส้นผ่าศูนย์กลาง
15-18μm
- นิวเคลียส เริ่มคอดเว้าลงมาซึ่งจะไม่เกินครึ่งหนึ่งของบริเวณนิวเคลียสทั้งหมด ลักษณะ นิวเคลียสคล้ายรูปไต หรือ รูปถั่ว มีโฆรมาตินหยาบ ติดสีเข้ม

   1.5 รูปเกือกม้า (Band form) เป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กลงอีก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๑๕ μm
- นิวเคลียส จะเป็นท่อนยาว พบมากเป็นรูปเกือกม้า หรือรูป U ซึ่งทำให้แยกได้ยาก จากรูปเป็นก้อน (segmented form) ดังนั้นจึงมีหลักเกณฑ์ว่า ถ้าบริเวณที่คอดเว้าส่วนที่แคบที่สุดของนิวเคลียส สามารถมองเห็นโฆรมาตินและพาราโฆรมาตินได้ จัดว่าเป็นรูปเกือกม้า แต่ถ้าเส้นที่เชื่อมต่อระหว่างก้อนนิวเคลียสเป็นเส้นบางๆ (มีความหนาน้อยกว่า ๐.๑ μm) จัดเป็นรูปเป็นก้อน อัตราส่วนของ รูปเป็นก้อน : รูปเกือกม้า ในภาวะปกติเท่ากับ ๑๐ : ๑

   1.6 รูปเป็นก้อน (Segmented form) ระยะนี้ นิวเคลียสจะแยกออกจากกันเป็นก้อนๆ (lobe) แต่ละก้อนจะต่อกันด้วยเส้นโฆรมาตินบางๆ แบ่งออกเป็นนิวโตรฟิล (Neutrophil) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๑๕ μm ประมาณ ๒ เท่าของเม็ดเลือดแดง
- นิวเคลียส มี ๒-๕ ก้อนโฆรมาตินหยาบมาก ติดสีม่วงเข้ม
- ไซโตพลาสซึม มีปริมาณมากแกรนูลละเอียด ติดสีชมพูอมม่วง กระจายอยู่เต็มเซลล์อีโอสิโนฟิล (Eosinophil) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๒-๑๗ μm มีขนาดใหญ่กว่านิวโตรฟิล
- นิวเคลียส มองเห็นได้ชัดเจน และมักจะพบมี ๒ ก้อน
- ไซโตพลาสซึม เต็มไปด้วยแกรนูลหยาบขนาดใหญ่ เท่าๆกัน ติดสีส้มแดง เบโสฟิล (Basophil) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๑๔ μm ซึ่งจะมีขนาดใกล้เคียงกับนิวโตรฟิล
- นิวเคลียส มี ๒-๓ ก้อน แต่มองไม่ชัดเจนเนื่องจากถูกบังด้วยแกรนูลที่มีขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ติดสีม่วงดำ

2. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีนิวเคลียสเดี่ยว มีเซลล์ต้นกำเนิดในระยะแรกร่วมกับสายเม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล แต่ลักษณะและกำเนิดจะไม่ชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งการเจริญเติบโตได้ดังนี้

   2.1 โมโนบลาสท์ (Monoblast) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๒๐ μm เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่
 - นิวเคลียส มีขนาดใหญ่ รูปกลม หรือ รูปไข่ บางครั้งอาจมีรอยคอดหยักโฆรมาติน ละเอียด มองเห็นพาราโฆรมาตินมากมายมีนิวคลิโอไล ๑-๒ อันไซโตพลาสซึม มีปริมาณมาก ติดสีฟ้าอ่อน หรือสีเทา

   2.2 โปรโมโนบลาสท์ (Promonoblast) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๒๕ μm
- นิวเคลียส มีขนาดใหญ่ รูปกลม หรือ รูปไข่ อาจจะมีรอยคอดหยักหรือซ้อนทับกันไปมาโฆรมาตินอยู่กันอย่างหลวมๆ ยังคงมองเห็นนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึม สีฟ้าอมเทา มีแกรนูลเม็ดเล็ก ๆ ติดสีม่วงแดง

   2.3โมโนซัยท์ (Monocyte) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔-๒๐ μm ถึงขนาด ๓๐-๔๐ μm เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ มีขนาดแตกต่างกันมาก
- นิวเคลียส เป็นลอน คล้ายคลื่นสมอง หรืออุ้งเท้าสัตว์ อาจมีรูปร่างคล้ายเกือกม้าหรือรูปไตโฆรมาตินอยู่กันแบบหลวมๆ เห็นพาราโฆรมาตินชัดเจน ไม่มีนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึม มีปริมาณมาก ติดสีฟ้าปนเทา อาจจะพบหรือไม่พบแกรนูลเม็ดเล็ก ๆ ติดสีม่วงแดงก็ได้
กลุ่ม Lymphoid stem cell ซึ่งเจริญแบ่งตัวเป็นสายลิมโฟซัยท์ และพลาสมาเซลล์สายลิมโฟซัยท์ (lymphocyte) ตัวอ่อนจะพบได้น้อยมากในไขกระดูกของคนปกติ ซึ่งจะพัฒนาแบ่งตัวเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ลิมโฟบลาสท์ (Lymphoblast) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๒๐ μm
- นิวเคลียส มีขนาดโตเกือบเต็มเซลล์ มีโฆรมาตินหยาบ มีนิวคลิโอไล ๑-๒ อัน
- ไซโตพลาสซึม มีพื้นที่น้อย ติดสีน้ำเงิน อาจติดสีน้ำเงินเข้ม บริเวณริมเซลล์ และอาจจะเห็นช่องว่างขาวติดกับนิวเคลียส (perinuclear halo)โปรลิมโฟซัยท์ (Prolymphocyte) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๑๘ μm
- นิวเคลียส มีรูปกลม หรือหยักเล็กน้อยโฆรมาตินหยาบ มองเห็นนิวคลิโอไล ๑ อัน
- ไซโตพลาสซึม ติดสีเข้มสม่ำเสมอ อาจจะพบแกรนูลเม็ดเล็ก ๆ ติดสีม่วงแดง ได้ระยะนี้ แยกจากลิมโฟบลาสท์ได้ยากลิมโฟซัยท์ มีขนาดแตกต่างกัน โดยขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖-๙ μm
- นิวเคลียส อาจจะมีรูปร่างกลม รูปไข่ หยักเล็กน้อยคล้ายรูปถั่วหรือรูปไตโฆรมาติน หยาบ เป็นพื้น ติดสีม่วงเข้ม ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึม อาจจะมีปริมาณน้อย ติดสีน้ำเงินหรือฟ้าอ่อน ใสลิมโฟซัยท์ขนาดใหญ่จะมี เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๗-๓๐ μm
- นิวเคลียส อาจจะมีรูปร่างกลม รูปไข่ หยักเล็กน้อยคล้ายรูปถั่วหรือรูปไตโฆรมาตินหยาบ เป็นพื้น ติดสีม่วงเข้ม ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึม อาจจะมีปริมาณมากติดสีฟ้าอ่อน และใส อาจจะพบแกรนูลเม็ดเล็ก ๆ ติดสีม่วงแดงได้
สายพลาสมาเซลล์ เป็นเซลล์ซึ่งปกติจะอยู่ในเนื้อเยื่อ ไม่พบในกระแสเลือด แหล่งกำเนิด และเซลล์ต้นกำเนิด ยังไม่ทราบแน่ชัด มีการพัฒนา ดังนี้พลาสมาบลาสท์ (Plasmablast) เป็นเซลล์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘-๒๐ μm
- นิวเคลียส มีรูปร่างกลมหรือรูปไข่ และอยู่ค่อนไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์ (eccentric nucleus) โฆรมาตินหยาบเล็กน้อย และสานกันเป็นร่างแห เห็น parachromatin มากและชัดเจน มีนิวคลิโอไล ๒-๔ อัน
- ไซโตพลาสซึม ติดสีน้ำเงินเข้มโปรพลาสมาซัยท์ (Proplasmacyte) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕-๒๕ μm
- นิวเคลียส รูปกลมหรือรูปไข่ และอยู่ค่อนไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์ (eccentric nucleus) โฆรมาตินหยาบมากขึ้น อาจจะมองเห็นนิวคลิโอไล ได้
- ไซโตพลาสซึม ติดสีฟ้า และมีช่องว่างขาวติดกับนิวเคลียส ( clear perinuclear zone)พลาสมาซัยท์ หรือพลาสมาเซลล์ เป็นเซลล์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔-๒๐ μm หรือประมาณ ๒-๓ เท่าของเม็ดเลือดแดง
- นิวเคลียส มีขนาดเล็กลง มีรูปกลม หรือรูปไข่ อยู่ค่อนไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์(eccentric nucleus)โฆรมาตินหยาบเป็นปื้น โดยเฉพาะใน section จะพบลักษณะนิวเคลียสคล้ายซี่ล้อเกวียน (cartwhell nucleus) เซลล์ปกติจะไม่มีนิวคลิโอไล
- ไซโตพลาสซึมมีปริมาณค่อนข้างมาก ติดสีฟ้า และเห็นช่องว่างขาวติดกับนิวเคลียสได้ชัดเจน (perinuclear Halo)

หน้าที่ของเม็ดเลือดขาว

     โดยทั่วไปเม็ดเลือดขาวทุกชนิดจะมีหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะทำหน้าที่จับกินจุลชีพ แต่ละชนิดที่เข้ามารุกรานร่างกาย ดังนี้

1. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล

    1.1 นิวโตรฟิลจะมีความจำเพาะในการจับกินจุลชีพกลุ่มแบคทีเรีย ดังนั้น จะพบมีปริมาณมากเมื่อมีสภาวะสภาวะการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และมักจะพบแกรนูลเม็ดเล็กๆสีม่วงดำ (toxic granules) กระจายอยู่ทั่วไซโตพลาสซึม

   1.2 อีโอสิโนฟิลจะมีความจำเพาะในการจับกินจุลชีพกลุ่มพยาธิ ดังนั้น จะพบมีปริมาณมากเมื่อมีสภาวะการติดเชื้อพยาธิ หรือภาวะภูมิแพ้

   1.3 เบโสฟิลจะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อการแพ้ต่าง ๆ โดยการหลั่งสารพวกฮีสตามีนเป็นต้น โดยเราสามารถพบภาวะที่เบโสฟิลสูงขึ้นจากหลายสาเหตุ อาทิเช่นภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity reactions) หรือพวก myeoloproliferative disorder เป็นต้น

2. สายเม็ดเลือดขาวชนิดมีนิวเคลียสเดี่ยว
โมโนซัยท์ จะมีหน้าที่ในการจับกินสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ทั้งภายในหลอดเลือด และนอกหลอดเลือด

3. สายเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์

   3.1 ลิมโฟซัยท์จะมีความจำเพาะในจับกินจุลชีพในกลุ่มไวรัส และการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ดังนั้น จะพบมีปริมาณมากเมื่อมีสภาวะการติดเชื้อจากไวรัส

   3.2 พลาสมาเซลล์ จะมีหน้าที่สร้างสารภูมิคุ้มกัน





ที่มา http://news.giggog.com/325780
        http://sgpt.thai-aip.net/subjects/hematology/wbc.html

สืบค้น ณ วันที่  01/02/2556

เลือด





เลือด




รูปภาพ เลือดบริเวณนิ้วมือ


             เลือด (blood) เป็นของเหลวชนิดหนึ่งในร่างกาย ประกอบด้วย น้ำเลือด เกล็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว ร่างกายเรามีเลือดอยู่ประมาณ 5 ลิตรหรือคิดเทียบกับน้ำหนักตัวเท่ากับร้อยละ 7-8 ของน้ำหนักตัว

 ส่วนประกอบของเลือด

          มื่อนำเลือดไปปั่นเหวี่ยงเพื่อทำการแยกชั้น จะพบส่วนประกอบของเลือดต่างๆดังนี้
  • น้ำเลือด (พลาสมา)
น้ำเลือด หรือ พลาสมา เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่มีอยู่ร้อยละ 55 ของเลือดทั้งหมดมีสภาวะเป็นเบส ค่าph 7.4 ประกอบด้วย น้ำ 91% สารอื่นๆ เช่น โปรตีน 7% วิตามิน เกลือแร่ เอ็นไซม์ ฮอร์โมน ก๊าซ 2% (ทำหน้าที่ลำเลียงเอมไซม์ ฮอร์โมน แก๊ส แร่ธาตุ วิตามิน และสารอาหารประเภทต่างๆ ที่ผ่านการย่อยมาแล้วไปให้เซลล์และรับของเสียจากเซลล์ส่งไปกำจัดออกนอกร่างกาย)
  • เม็ดเลือด
          เม็ดเลือดแดง (มีอายุ110-120วัน) ถูกสร้างมาจากไขกระดูก ตับ ม้าม
เม็ดเลือดขาว (มีอายุ 7-14วัน) โตกว่าเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรค เม็ดเลือดขาวโดนทำลายโดย เชื้อโรค 80% ไขกระดูก และ ม้าม ร่างกายคนมีเม็ดเลือดขาว 5000-10000เซลล์/เลือด 1ml แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1.ฟาโกไซต์ (phagocyte) มีวิธีการทำลายเชื้อโรคเรียกว่า "ฟาโกไซโตซีส" (Phagocytosis)
2.ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) สร้าง "แอนติบอดี้" (Antibody) เพื่อต่อต้านเชื้อโรค
  • เกล็ดเลือด
เกล็ดเลือด ไม่ใช่เชลล์ แต่เป้นชิ้นส่วนของเซลล์ รูปร่างไม่แน่นอน มีขนาดเล็ก ไม่มีนิวเคลียส มีอายุประมาณ3-4 วัน ถูกสร้างมาจากไขกระดูก มีปริมาณประมาณ 150,000-300,000 ชิ้น/เลือด 1 ลูกบาสก์เซนติเมตร นอกจากนี้เกล็ดเลือดจะหลั่งสารเคมี (ไฟบริน) ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล


  ชนิดของเลือดและส่วนประกอบของเลือด

         1.    Whole Blood เลือดครบอายุไม่เกิน 21 วัน
         2.    Fresh Whole Blood คือเลือดครบที่มีอายุไม่เกิน 24 ชั่วโมง
         3.    Pack Red Cell (PRC) เฉพาะส่วนของเม็ดเลือดแดงโดยแยกเอาส่วน Plasma ออกประมาณ80%
         4.   White Blood Cell (Leukocytes) สำหรับผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ
         5.    Platelets  เป็นส่วนประกอบของเลือดเฉพาะส่วนของ Platelet concentrate
         6.   Fresh Frozen Plasma (FFP) เป็นส่วนประกอบของเลือดที่มีเฉพาะส่วนของ Plasma ที่ปั่นแยก มาจาก Fresh Whole
        7.   Cryoprecipitate เป็นส่วนประกอบของเลือด ที่มี Factor VIII 80-120 หน่วย Fibrinogen 250- 300 mg นอกจากนั้น ยังมี Factor XIII      

                 เลือดเป็นของเหลวที่สำคัญของชีวิต    ประกอบด้วยน้ำเลือด เกล็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง  เซลล์เม็ดเลือดขาว  ในผู้ใหญ่จะมีเลือดอยู่ประมาณ  5.5 ลิตร ไหลเวียนอยู่ในระบบหมุนเวียนเลือด   ซึ่งเป็นระบบที่ประกอบด้วยเส้นเลือดจำนวนมาก  เลือดช่วยกระจ่ายความร้อนและนำสารที่สำคญซึ่งอยู่ในนํ้าเลือดไปทั่วร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดเมื่อแก่จะตายและจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์เม็ดเลือดที่สร้างขึ้นมาใหม่ กระบวนการนี้เรียกว่า  ฮีโมพอยซิส

 Blood  constituents    

                   1.Plasma: นํ้าเลือด  เป็นของเหลวสีซีดๆ ( มีนํ้าอยู่ประมาณ90%) ซึ่งมีเซลล์เม็ดเลือดลอยอยู่ในนํ้าเลือด  จะมีสารอาหารละลายอยู่เพื่อส่งไปให้เซลล์ต่างๆของร่างกาย  นอกจากนี้ยังมีแอนติบอดี   ซึ่งเป็นสารที่ต้านทานเชื้อโรค  มีเอนไซม์  และฮอร์โมน  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยควบคลุมกระบวนการต่างๆของร่างกายให้เป็นปกติ
                             
                 2.Red  blood  cells: เซลล์เม็ดเลือดแดง  มีรูปร่างเป็นแผ่นแบนเหมือนจาน   ไม่มีนิวเคลียส     สร้างจากไขกระดูก  มีสารฮีโมโกลบิน  เซลล์เม็ดเลือดแดงจะรวมกับออกวิเจนในปอดเป็นออกซีฮีโมโกลบิน  ทำให้เลือดมีสีแดงสด  เซลล์เม็ดเลือดแดงจะนำออกซิเจนไปให้  เซลล์ทั่วร่างกายจะกลับเข้าสู่ปอดด้อยเลือดที่มีฮีโมโกลบิน
                         
                  3. Platelets: เกล็ดเลือด  มีขนาดเล็กมากมีรูปร่างเป็นแผ่นเบน ไม่มีนิวเคลียส  สร้างจากไขกระดูก  บริเวณที่มีบาดแผลจะมีเกล็ดเลือดจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการแข็งตัวของเม็ดเลือด
    
                 4. White  blood cells:  เซลล์เม็ดเลือดขาว  เป็นเซลล์เม็ดเลือดที่มีขนาดใหญ่  ทำหน้าที่สำคัญในการป้องกันเชื้อโรคให้กับร่างกายมีหลายชนิดเช่น ลิมโฟไซต์ สร้างจากเนื้อเยื่อน้ำเหลือง  พบในระบบน้ำเหลือง  เซลล์เม็ดเลือดขาวนี้ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี     เซลล์เม็ดเลือดขาวอีกชนิดได้แก่  โมโนไซต์สร้างจากไขกระดูก   เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนี้จะจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า  แมกโครฟาค

     Body  defence  การป้องกันเชื้อโรคของร่างกาย

               1.Antigens:  แอนติเจน   ส่วนใหญ่เป็นสารโปรตีนที่เป้นตัวกระตุ้นหรือ  เป็นสาเหตุให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีมาต่อต้านแอนติเจนโดยอาจเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส  หรืออาจเป็นสารพิษที่ได้จากแบคทีเรียหรือไวรัสก็ได้  แอนติเจนปกติที่พบใน  ร่างกายตั่งแต่เกิด  คือ  แอนติเจนที่เป้นตัวบ่งชี้หมู่เลือดต่างๆ
                     
               2.Antibodies: แอนติบอดี   เป็นสารโปรตีนอยู่ในส่วนที่เป็นของเหลวของร่างกาย สร้างจากเม็ดเลืือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์  เมื่อมีแอนติเจนเข้าสู้ร่างกายแอนติบอดี้ชนิดต่างๆ จะมาจับแอนติเจนอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นชนิดๆไปซึ่งจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันจะปล่อยสารที่เป็นพิษต่อต้านแอนติเจน โดยแอนติบอดีจะจับกับโมเลกุลของสารพิษ  ที่แอนติเจนปล่อยออกมากลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อน ของ แอนติเจนกับแอนติบอดีที่เรียกว่าสารประกอบแอนติเจนแอนติบอดี  แอนติบอดีชนิดแอกกลูตินินจะจับแบคทีเรีย  หรือเชื้อไวรัสซึ่งเป็นแอนติเจนแอนติบอดีอีกชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ไลซินจะฆ่าแอนติเจนหรือเชื้อโรคโดยการสลายเยื้อหุ้มเซลล์ชั้นนอกให้เปลี่ยนเป็นสารที่เรียกว่าไฟบรินซึ่งเป็นเส้นใยสานเป็นร่างแหเป้นลิ่มคล้ายก้อนวุ้น

                  3. Clotting  or  coagulation : การแข็งตัวของเลือด เลือดที่ข้นขึ้น เพื้อที่จะจับตัวเป็นก้อน  หรือแข็งตัวบริเวณบาดแผลนั้น  เกิดจากชิ้นส่วนที่แตกของ เกล็ดเลือดและเซลล์ที่ฉีกขาดจะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า  ทรอมโบพลาสตินซึ่งสารนี้จะไปกระตุ้นให้โปรทรอมบิน (โปรตีนในนํ้าเลือด) กลายเป็นทรอมบิน(เป็นเอนไซม์)จากนั้นทรอมบินจะไปกระตุ้นไฟบริโนเจน  (เป็นโปรตีนอีกชนิดหนึ่งในนํ้าเลือด) ให้เปลี่ยนเปผ้นสารที่เรียกว่า  ไฟบริน  ซึ่งเป็นเส้นใยสานเป็นร่างแหเป็นลิ่มคล้ายก้อนวุ้น

                4.Serum: เซรัม  เป็นของเหลวสีเหลืองประกอบด้วยชิ้นส่วนของเลือดที่ ออกมาหลังจากการแข็งตัว  มีสารแอนติบอดีหลายชนิด ถ้าฉีดเซรัมให้กับคนทั่วๆไปสารนี้สามารถที่จะเป็นภูมิคุ้มกันชั่วคราวในการต่อต้านการติดเชื้อต่างๆได้




ที่มา  http://www.obec.go.th/news/_develop_media/news12/bangkok/17/sec04p01.html
         http://www.student.chula.ac.th/~52370169/new_page_1.htm

สืบค้น ณ วันที่ 01/02/2556

ออกซิเจน




ออกซิเจน





รูปภาพ ออกซิเจน

              ออกซิเจน (อังกฤษ: Oxygen) เป็นธาตุในตารางธาตุที่มีสัญลักษณ์ O และเลขอะตอม 8 ธาตุนี้พบมาก ทั้งบนโลกและทั่วทั้งจักรวาล โมเลกุลออกซิเจน (O2 หรือที่มักเรียกว่า free oxygen) บนโลกมีความไม่เสถียรทางเทอร์โมไดนามิกส์จึงเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับธาตุอื่นๆ ได้ง่าย ออกซิเจนเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกจากการสังเคราะห์ด้วยแสงของแบคทีเรียและพืช

 

 แหล่งกำเนิด

             ออกซิเจน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีปริมาณเป็นอันดับ 2 ในส่วนประกอบของบรรยากาศโลกคือมีประมาณ 20.947% โดยปริมาตร

 สารประกอบออกซิเจน

          เนื่องด้วยค่า อิเล็กโตรเนกาติวิตี ของออกซิเจน จะเกิด พันธะเคมี กับธาตุอื่นๆ ได้เกือบหมด (และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำจำกัดความว่า ออกซิเดชัน) มีเพียงก๊าซมีตระกูลเท่านั้นที่หนีรอดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันไปได้ และออกไซด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ ไดไฮโดรเจนโมโนออกไซด์ หรือ น้ำ (H2O).
ตัวอย่างที่รู้จักกันดีของสารประกอบคาร์บอนและออกซิเจนคือ
 ออกซิเจเนต อนุมูล เช่น

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99

สืบค้น ณ วันที่ 01/02/2556